My life is brilliant

Saturday, May 13, 2006

ภาวะความเป็นผู้ใหญ่

คนเราเมื่อเติบโตขึ้น ควรจะต้องเรียนรู้ที่จะสามารถรับผิดชอบกับชีวิตตัวเองได้สามารถทำมาหาเลี้ยงชีพตัวเองได้ หาอาหารทานเองได้ทำอะไรๆ ด้วยตัวเองได้และรู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบที่ตัวเองมี หน้าที่ต่อตัวเอง ต่อครอบครัว และต่อสังคมรู้จักยืนหยัดสู้ชีวิต

รู้ว่าอะไรสมควรทำ และไม่สมควรทำรู้จักยับยั้งชั่งใจ ในการกระทำพฤติกรรมต่างๆไม่ทำอะไรเพราะอารมณ์ชั่ววูบหรือทำอะไรประชดชีวิตเหมือนเด็กร้องให้ เวลาไม่ได้ของเล่นที่ถูกใจเพราะการกระทำเช่นนั้นแสดงถึงว่าเป็นคนอารมณ์ปรวนแปร

คนเราไม่ควรคิดที่จะพึ่งพิงผู้อื่นไปตลอดชีวิตเพราะนั่นจะแสดงว่า ยังไม่มีความเป็นผู้ใหญ่เพียงพอเพราะคนเราก่อนที่จะให้ผู้อื่นช่วยเหลืออะไรจะต้องรู้จักช่วยเหลือตัวเองให้เต็มที่ก่อนและต้องแสดงให้ผู้ที่เราขอความช่วยเหลือ เห็นว่าผู้ขอนั้นก็ได้พยายามอย่างเต็มที่แล้วเช่นกัน

รู้จักเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาต่างๆด้วยตัวเองแน่ล่ะ คนเราไม่ได้เก่งไปในทุกเรื่องจึงต้องมีการพึ่งพาอาศัยกันน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ถ้อยที ถ้อยอาศัย มิตรจิต มิตรใจมีน้ำใจ มีความเกรงใจ เห็นอกเห็นใจผู้อื่นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพิงเหล่านั้น จำเป็นต้อง รู้จักการรับ และ การให้การหวังจะเป็นผู้รับแต่อย่างเดียว ย่อมไม่ได้รับการนับถือ

คนที่สู้ชีวิต มีความพยายาม บากบั่นฝ่าฟันต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ ด้วยตัวเอง ย่อมได้รับการยกย่องเมื่อเจออุปสรรค ก็หาทางแก้ไข และป้องกันไม่ท้อแท้ และไม่ท้อถอย

คนที่มีความพยายามสูง ก็จะมีโอกาสประสพความสำเร็จในชีวิตสูง

ถ้าอยากมี อยากเป็น แล้วไม่ลงมือทำจะประสพความสำเร็จได้อย่างไร?

และการกระทำต่างๆนั้นควรอยู่ในกรอบของศีลธรรมด้วย

อย่างไรก็ตาม คนเรา ความสุข ความทุกข์ต่างกันเป้าหมายในชีวิตต่างกัน อาจจะทำให้การดำเนินชีวิต และการเลือกใช้ชีวิตแตกต่างกันไป

แต่เมื่ออยู่ร่วมสังคมเดียวกันแล้วก็ควรทำตัวให้มีค่าไม่ทำตัวเป็นปัญหาของผู้อื่นเพื่อสังคมจะได้อยู่ได้อย่างมีความสุขกันทุกๆคน

ความมั่นคงทางอารมณ์

คนเราจริงอยู่ที่ว่า อาจมีหลายอารมณ์ผ่านเข้ามา ณ เวลาต่างๆ มีสิ่งที่ชอบใจ ไม่ชอบใจ พอใจ ไม่พอใจ สมหวัง ผิดหวัง โมโห โกรธ ดีใจ เสียใจ สุข ทุกข์ อารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ไม่พอใจ โมโห โกรธ เสียใจ ผิดหวัง ย่อมเป็นอารมณ์ในทางลบ คือใจเป็นทุกข์ อารมณ์ที่ชอบใจ สมหวัง ดีใจ สุข เป็นอารมณ์ในทางบวก คือใจเป็นสุข

การแสดงออกทางอารมณ์ ย่อมแสดงให้เห็นถึงบุคลิกภาพ และความมั่นคงทางอารมณ์คนที่อารมณ์แปรปรวน เก็บอารมณ์ไม่ค่อยอยู่ มีอะไรก็แสดงออก อย่างโผงผาง ตึงตัง โมโห ก็ด่า อาละวาด โครมคราม ย่อมแสดงให้เห็นว่า ยังมีความมั่นคงทางอารมณ์น้อย

ยามเด็กๆ คนเราอาจจะแสดงอารมณ์ออกมาอย่างชัดเจน โวยวาย ผู้ใหญ่ก็ให้อภัยเพราะถือว่ายังเด็กอยู่ หากโตแล้ว ยังไม่สามารถควบคุมการแสดงออกทางอารมณ์ให้อยู่ในขอบเขต ก็ถือว่าผู้นั้นขาดความมั่นคงทางอารมณ์ และทำตัวเด็กกว่าอายุที่เป็นจริง

นายจ้างส่วนใหญ่ มักยินดี ที่จะได้รับพนักงานที่มีความมั่นคงทางอารมณ์สูง โดยเฉพาะในตำแหน่งใหญ่ๆ ที่จะต้องปกครองพนักงานอื่นๆ

การที่เรารู้ตัวว่า อารมณ์ที่ดี หรือไม่ดี ผ่านเข้ามา แล้วเราสามารถปล่อยวางได้นั้น เป็นประโยชน์ต่อตัวเราเองคือ เราทุกข์ น้อยลง ยิ่งรู้ตัวเร็ว แล้วปล่อยวางได้เร็ว ยิ่งดี ต่อเราเท่านั้น

มีประโยชน์อันใดเล่า ที่เราจะโกรธ เกลียด เคียดแค้นผู้อื่น แม้เขาจะทำให้เราผิดหวัง เสียใจ สักเพียงใดอารมณ์ที่เป็นลบ ที่เราเฝ้าย้ำคิด ย้ำจำ อยู่ในจิตใจ ย่อมทำให้ผู้ที่ย้ำคิดอยู่ในใจนั้น ทุกข์เองการที่เราประสพสิ่งอันไม่เป็นที่พอใจ และเป็นทุกข์ อาจมาจากความเข้าใจผิด การสื่อสารที่ไม่เข้าใจกัน หรืออาจมีสาเหตุจำเป็นอื่นๆก็ได้ แต่ละคนอาจจะมีเหตุผลที่แตกต่างกันในการใช้ชีวิต ดำรงชีวิต หรือตัดสินใจกระทำการณ์ใดๆ ในสถานการณ์หนึ่งๆ แตกต่างกันเราไม่อาจจะคาดหวังให้ผู้อื่นคิด และกระทำการใดๆ ให้ได้ดังใจที่เราต้องการเสมอไปดังนั้นการมองเรื่องใดๆ ก็ตาม ควรมองหลายๆ มุม มิใช่ตัดสิน ความถูกผิด จากมุม ฝ่ายของตนเพียงฝ่ายเดียวคนที่ถูกโกรธ ถูกโมโห หรือถูกเกลียดอยู่นั้น อาจไม่รู้ตัว และอาจไม่ได้เก็บเรื่องราวที่เป็นสาเหตุนั้นอยู่ในใจแล้วก็ได้

ยิ่งใครเอาความคิดในทางลบอยู่ในใจนานเท่าไร คนนั้นๆก็ยิ่งทุกข์มากเท่านั้นและหากนำความคิดหรืออารมณ์ในทางลบนั้น ไปแสดงออกในทางลบอีก ก็ยิ่งควรระวังมากเพราะอาจผิดศีล ผิดธรรม ได้ โดยเฉพาะศีลห้า ที่คนเราควรรักษาให้เป็นปกตินิสัย คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่พูดปด ไม่ลักทรัพย์ ไม่ทำลายของผู้อื่นที่ไม่ใช่ของตน ไม่ล่วงประเวณี ไม่ดื่มสุราอันทำให้ขาดสติโดยเฉพาะศีลข้อ 4 มีเพิ่มเติม
คลิ๊กดูได้ที่นี่ เพราะการกระทำที่ผิดศีล นั้นย่อมเป็นบาป

บางคนอารมณ์ร้อนมากๆ เมื่อไม่ได้ดังใจ ก็อาจโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ทำร้าย ทำลายข้าวของ ด่าทอ ว่ากล่าว ไม่รับฟังเหตุผลของผู้อื่น บางคนได้ยินเรื่องที่เค้าเล่าต่อๆกันมา แล้วก็นำเอาไปพูดต่อ ว่ากล่าวให้ผู้อื่นเสียหาย ก็ต้องระวังเช่นกัน เพราะกรรมที่ทำไม่ดีต่อผู้อื่นนั้น อาจย้อนกลับมา สนองสู่ตน ตามหลักกฏแห่งกรรม

การแก้ไขสถานการณ์ใดๆ บางครั้งเราไม่สามารถแก้ไขจากภายนอกได้ แต่สิ่งที่เราควรฝึกทำให้ได้ก็คือ แก้ที่ใจ ของตัวเราเอง คือ ปล่อยวาง เมื่อรู้ว่าอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นแล้ว ก็ ปล่อยวาง อย่าปล่อยให้ใจ ทุกข์นาน ยิ่งยึดติดมาก ยิ่งทุกข์มาก

อันนินทา กาเล เหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดไปกรีดหินแม้แต่องค์พระปฏิมายังราคิน คนเดินดิน ไหนจะสิ้น คนนินทา

จงอยู่กับปัจจุบัน อดีตผ่านไปแล้ว ก็ให้ผ่านไป อนาคตก็ยังมาไม่ถึง สังเกตรู้อารมณ์ในปัจจุบัน แล้วปล่อยวางง......


คัดลอกจาก http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=kingmaithai&group=27&date=23-03-2006&blog=1